Thursday, January 15, 2009

ตามตาต้องใจ

การตอบตามความคิดคนส่วนใหญ่คือปัจจัยหนึ่งในการดำรงชีวิตและการเอาตัวรอด
การตอบตามความคิดตัวเองคือปัจจัยหนึ่งในการนอนตาหลับ
เด็กหญิงต้องใจยังสรุปได้อีกว่า ระหว่างคนเขวี้ยงกับคนถูกเขวี้ยง คนเขวี้ยงเจ็บมากกว่า.....

เด็กหญิงต้องใจในสายตาผู้อื่น เด็กหญิงต้องใจในสายตาตัวเอง

เด็กหญิงต้องใจอยากหัวใจวายตาย
เพราะเด็กหญิงต้องใจได้ยินมาว่า มันคือการตายที่ฉับพลันและเจ็บปวดน้อยที่สุด
เด็กหญิงต้องใจอายุ 9ขวบ
ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/3 ของต้องใจชื่อคุณครูหมูเป็นผู้หญิง
ที่โรงเรียนของต้องใจมีครูสอนวิชาพละชื่อหมูเหมือนกัน แต่ครูหมูสอนพละเป็นผู้ชาย เพื่อมิให้เกิดความสับสน นักเรียนจึงเรียกครูหมูผู้หญิงว่า ครูหมูหญิง และเรียกครูหมูผู้ชายว่า ครูหมูชาย
ที่โรงเรียนของต้องใจยังมีครูผู้หญิงอีกครูหนึ่ง ชื่อหมูเหมือนครูหมูหญิง แต่ครูหมูอีกคนเป็นครูประจำชั้นนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 มีสรีระอวบอ้วนกว่าครูหมูหญิง นักเรียนจึงเรียกครูหมูหญิงประจำชั้นต้องใจว่า ครูหมูหญิงผอม และเรียกครูหมูหญิงประจำชั้นประถม 6 ว่า ครูหมูหญิงอ้วน
บ้างก็เรียกครูหมูหญิงสี่กับครูหมูหญิงหก ซึ่งต้องใจไม่นิยมใช้นัก
เด็กหญิงต้องใจไม่สันทัดคณิตศาสตร์
เด็กหญิงต้องใจไม่เข้าใจหนึ่งบวกหนึ่ง
คุณครูมด ครูสอนเลขประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 (ที่โรงเรียนมีครูชื่อมดอยู่คุณครูคนเดียวเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายเสริมเติมต่อจากชื่อ ถึงกระนั้น บางครั้งต้องใจก็ได้ยินนักเรียนประถมปลายเรียกครูมดว่า ครูมดเอ๊กซ์ สร้างความฉงนแก่เด็กหญิงต้องใจเป็นอย่างมาก เด็กชายเตย เด็กชายชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/3 ห้องเดียวกับต้องใจ เคยอธิบายทฤษฎีของตนให้ต้องใจฟังว่า ที่เด็กประถมปลายเรียกครูมดว่าครูมดเอ๊กซ์นั้น เป็นเพราว่าครูมดไม่นิยมตรวจการบ้านให้ใครตอบถูกนัก จึงใช้เครื่องหมายกากบาทมากเป็นพิเศษ เครื่องหมายกากบาทก็คือเครื่องหมายเอ๊กซ์นั่นเอง ถึงแม้ว่าทฤษฎีของเด็กชายเตยจะมีเหตุผลรองรับพอเชื่อถือได้ แต่ต้องใจยังไม่อาจปักใจเชื่อเสียทีเดียว สัญชาติญาณของต้องใจบอกว่า สาเหตุที่เด็กนักเรียนประถมปลายเรียกครูมดว่าครูมดเอ๊กซ์น่าจะเกี่ยวกับขนาดหน้าอกของครูมดซึ่งใหญ่ยื่นผิดปกติ)
ครูมดเคยเขวี้ยงชอล์กใส่ต้องใจครั้งหนึ่ง เนื่องมาจากความไม่เข้าใจหนึ่งบวกหนึ่งของต้องใจ
หนึ่งบวกหนึ่งของเด็กหญิงต้องใจมีผลลัพธ์เท่ากับหนึ่งหรือสาม
ทำไมหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากันหนึ่งหรือสามล่ะ ต้องใจ ครูมดข้องใจอย่างยิ่ง
ก็หนูไม่แน่ใจว่าคำตอบไหนถูกกว่ากันนี่คะ
ไม่ถูกทั้งสองคำตอบ ไหนนักเรียนช่วยบอกคำตอบให้ต้องใจได้ฟังเต็ม ๆ หูหน่อยซิ หนึ่งบวกหนึ่งเป็นเท่าไหร่
หนึ่ง บวก หนึ่ง เป็น สอง นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4/3 ตะโกนลั่นห้อง
ถูกต้อง ดีมาก ได้ยินไหมจ๊ะต้องใจ เพื่อน ๆ เขารู้กันหมดว่า หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง สองจ้ะสอง ไม่ใช่หนึ่งหรือสาม เรียนมาตั้งแต่อนุบาลแล้วไม่ใช่หรือ
หนึ่งบวกหนึ่งจะเป็นสองไปได้อย่างไร เดี๋ยวก่อนถ้ามีหนึ่งแล้วอีกหนึ่งมาจากไหน แล้วมาบวกกันทำไม แค่นั้นก็เป็นปัญหาใหญ่อยู่แล้ว สมมติว่าพ่อเป็นหนึ่ง บวกกับอีกหนึ่งคือแม่ ก็เป็นสามชัด ๆ เพราะพอสองคนนั้นมาบวกกัน เราก็เกิดขึ้นมาเป็นสาม แถมยังสันนิษฐานได้ว่า การรวมตัวกันของพ่อกับแม่ยังไม่จบแค่นี้ ต่อไป ถ้าเรามีน้องก็กลายเป็นสี่ ต่อไปถ้าน้องของเรามีน้องก็กลายเป็นห้า สมมติว่าหนึ่งคือเสือ อีกหนึ่งคือกระต่าย เอามารวมกันเสือก็ต้องกินกระต่าย ก็เหลือแค่หนึ่ง สมมติว่าหนึ่งคือปรอท บวกกับอีกหนึ่งคือปรอท ปรอทกับปรอทบวกกันก็เป็นปรอทก้อนใหญ่ก้อนเดียวก็กลายเป็นหนึ่งอีก
เด็กหญิงต้องใจไม่เข้าใจเลขสอง เลขสองมาจากไหน
คุณครูมดไม่เข้าใจต้องใจ ครูมดอดทนไม่ไหว คว้าชอล์กจากกระดานดำเขวี้ยงใส่เด็กหญิง โดนเข้าที่โหนกแก้มซ้ายพอคัน ๆ
ต้องใจไม่เจ็บ ได้แต่เงื้อมือขึ้นมาเกาแก้มตัวเองเบา ๆ คุณครูมดไม่ได้โดนชอล์กเขวี้ยงใส่ที่โหนกแก้ม แต่ดูเหมือนคุณครูมดจะรู้สึกเจ็บ น้ำตาครูมดไหลรินลงเนินแก้มทั้งซ้ายและขวาเป็นสาย ครูมดเดินเข้าใกล้เด็กหญิงต้องใจ ครูมดย่อตัวลงหยิบแท่งชอล์กขึ้นจากพื้น
ครูขอโทษนะต้องใจ เป็นเด็กดีเถอะ เชื่อครู หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง
เด็กหญิงต้องใจยืนนิ่ง ริมฝีปากบนล่างแนบสนิทชิดกันเป็นหนึ่งเดียว
ต้องใจพยักหน้าเล็กน้อยด้วยความเกรงใจน้ำตาผู้ใหญ่
สมมติว่ามีน้ำตาหยดหยดลงไปรวมตัวกันน้ำตาอีกหนึ่งหยดก็กลายเป็นน้ำตาหนึ่งหยดใหญ่
เด็กหญิงต้องใจนึกสรุปในใจ หนึ่งบวกหนึ่งเป็นหนึ่ง 60 เปอร์เซ็นต์ หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสามหรือมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์
ตั้งแต่งวันนั้น ผู้ใหญ่คนไหนถามต้องใจหนึ่งบวกหนึ่งเป็นเท่าไหร่ ต้องใจจะตอบว่าสอง แต่ถ้าคนถามเป็นเด็กหรือคนชรา เด็กหญิงต้องใจจะตอบว่าน้อยกว่าหรือมากกว่าสอง

เด็กหญิงต้องใจสรุปว่า การตอบตามความคิดคนส่วนใหญ่คือปัจจัยหนึ่งในการดำรงชีวิตและการเอาตัวรอด
การตอบตามความคิดตัวเองคือปัจจัยหนึ่งในการนอนตาหลับ
เด็กหญิงต้องใจยังสรุปได้อีกว่า ระหว่างคนเขวี้ยงกับคนถูกเขวี้ยง คนเขวี้ยงเจ็บมากกว่า

คุณครูหมูหญิงผอมคิดว่า เด็กหญิงต้องใจน่าจะเติบโตขึ้นเป็นนักการเมืองหญิงที่ปากจัดเอาการอยู่ เพราะเท่าที่สังเกตจากการจัดโต้วาทีที่โรงเรียนแต่ละครั้ง เด็กหญิงต้องใจมีไหวพริบในการสรรหาประเด็นขึ้นมาถกเถียงได้อย่างไม่หยุดหย่อนและไม่เหนื่อยเหน็ด ถึงแม้ว่าหลายครั้งประเด็นของเด็กหญิงต้องใจจะไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อการโต้วาทีนั้น ๆ เลย หรือบางครั้งก็เป็นประเด็นที่แย้งกับฝ่ายตัวเองอย่างชัดเจน เด็กหญิงต้องใจก็โต้ โต้ โต้ จนนาทีสุดท้าย และท้ายสุดเด็กหญิงก็เป็นฝ่ายแพ้เสมอ เพราะทำให้กรรมการสับสน ถึงกระนั้นครูหมูหญิงผอมก็เชื่อมั่นว่า ลูกศิษย์ของตนต้องเติบโตขึ้นเป็นนักพูดตัวยง มีบทบาทและอิทธิพลต่อปัญญาชนของชาติไม่มากก็น้อย แต่น่าจะมากมากกว่าน้อย ถ้าจะให้เดา เด็กหญิงต้องใจอยากโตขึ้นเป็นนักทุ่มน้ำหนักหญิง
บางครั้งเด็กหญิงต้องใจก็อยากโตขึ้นเป็นพนักงานติดแสตมป์ที่ที่ทำการไปรษณีย์ แต่ถ้าต้องใจได้เป็นพนักงานที่ที่ทำการไปรษณีย์จริงอย่างฝัน ต้องใจจะขอเลียแสตมป์ให้ลูกค้าเอง เพราะต้องใจรู้สึกว่าการที่น้ำลายของตนได้ท่องเที่ยวไปที่ไกล ๆ บางครั้งถึงเมืองนอกเมืองนาก็เปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของต้องใจได้ท่องเที่ยวไปไกลขนาดนั้นด้วย คงทำให้เด็กหญิงมีความสุขโขอยู่ เป็นงานที่น่าทึ่งและท้าทายไม่น้อย

ปราบดา หยุ่น จากพ็อกเก็ตบุ๊ก ความน่าจะเป็น รางวัลซีไรท์ปี 2545
สุดสัปดาห์ สำนักพิมพ์
บริษัท อัมรินทร์ พริ๊นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

ปล.
- วันนี้เดินไป ได้ 7000 กว่าๆ
- ตามตาต้องใจ *แก้วส่งให้อ่านทางเอ็ม

" เด็กหญิงต้องใจสรุปว่า
การตอบตามความคิดคนส่วนใหญ่คือปัจจัยหนึ่งในการดำรงชีวิตและการเอาตัวรอด
การตอบตามความคิดตัวเองคือปัจจัยหนึ่งในการนอนตาหลับ
เด็กหญิงต้องใจยังสรุปได้อีกว่า ระหว่างคนเขวี้ยงกับคนถูกเขวี้ยง คนเขวี้ยงเจ็บมากกว่า
"